2007/Mar/18

MV เพลง Far away "Forrest Gump"

"แม้ผมจะไม่ฉลาด แต่ผมก้อรู้ว่าความรักคืออะไร"

คำสารภาพรักของ ฟอเรส กั้ม กับเจนนี่แบบเรียบ ๆ ผมชอบหนังเรื่องนี้มาก หนังที่มีอิทธิพลต่อชีวิตผมมากที่สุด หนังที่ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองมีค่ามากขึ้น หนังที่ทำให้ผมกล้าเดินตามความฝัน หนังที่ทำให้ผม มุ่งมั่น ศรัทธา เสียสละ ขอบคุณ ฟอเรส กั้ม


ภาพแรกที่เราเห็นใน Forrest Gump คือขนนกที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า ปลิวเคว้งคว้างไปมาตามสายลมอ่อนๆเหนือซาวานนาห์ และร่วงลงพริ้วสู่แทบเท้าของชายคนหนึ่ง ที่นั่งอยู่บนม้านั่งสำหรับรอรถประจำทาง
ขนนกนั้นเป็นสัญญลักษณ์ของคาแร็คเตอร์หลักของเรื่อง ชายผู้นั่งอยู่บนม้านั่งผู้นี้ ผู้ที่มีความบริสุทธิ์และถูกโยนให้ปลิวไปมาตามสายลมที่เปลี่ยนแปลงอเมริกา ผ่านข้ามความโกลาหลของยุค 50 , 60 , 70 แต่ไม่ว่าประสพการณ์ที่ผ่านมาจะเป็นอย่างไร เขาไม่เคยมองมันในแง่ร้าย

ฟอเรส์ กัมพ์ เอ่ยคำพูดที่เปิดเรื่องว่า "แม่ของผมกล่าวว่า . ชีวิตเหมือนกล่องช็อคโกแลต ลูกไม่รู้หรอกว่าจะได้อะไรเมื่อเปิดมัน" คำสอนของแม่เป็นสิ่งที่เขาจำได้แม่นที่สุด
ฟอเรส กัมพ์เป็นเด็กในอลาบามา ผู้ที่ต้องสวมเครื่องช่วยพยุงขาตลอดเวลา เขาเรียกมันว่า "magic shoes." ผู้บริหารของโรงเรียนที่นั่นไม่ค่อยจะเต็มใจรับฟอเรส กัมพ์เข้ามาเรียนนัก "เขาแตกต่างจากเด็กทั่วไป"ผู้บริหารพูด แต่แม่ของฟอเรสไม่เคยคิดอย่างนั้น เธอมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะทำให้ลูกของเธอ "ไม่แตกต่าง"

แม้มิซซิสกัมพ์จะบอกว่า ฟอเรส ไม่แตกต่างจากคนอื่นๆ แต่สิ่งที่เราได้เห็นคือ เขาแตกต่างจากคนอื่นๆมาก ยิ่งไปกว่านั้นคือเขาไม่เหมือนใครคนใดในโลกนี้เลย

ฟอเรส เก็บคำสอนของแม่สู่หัวใจ ดำเนินชีวิตไปอย่างคนปกติ ปราศจากมารยา และปฎิบัติตามคำแนะนำของคนที่เขารักซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาก้าวผ่านเหตุการณ์ที่เป็นประวัติศาสตร์สำคัญของอเมริกา และความสับสนรอบตัวด้วยความเรียบง่ายอย่างน่าทึ่ง

 

ฟอเรสกลายเป็นผู้มีอิทธิพลสำคัญต่อท่าเต้นของเอลวิส

ฟอเรสเป็นนักฟุตบอลระดับซูเปอร์สตาร์

ฟอเรสได้เข้าพบประธานาธิบดีเคนเนดี้ในทำเนียบขาว

ฟอเรสกลายเป็นวีรบุรุษสงครามเวียตนาม

ฟอเรสได้พบประธานาธิบดีจอห์นสันในทำเนียบขาว

ฟอเรสทำให้จีนพ่ายแพ้เป็นครั้งแรกด้วยการได้ตำแหน่งแชมป์เปี้ยนปิงปองระดับโลก

ฟอเรสได้ออกทีวีเคียงข้างกับจอห์น เลนนอน

ฟอเรสได้เช็คแฮนด์กับประธานาธิบดีนิกสันในทำเนียบขาว

ฟอเรสได้กลายเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จที่สุดมั่งคั่งที่สุด.

เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ฟอเรสภาคภูมิใจหรือ คนสำคัญของอเมริกาเหล่านี้ทำให้ฟอเรสศรัทธาหรือ
.เปล่าเลย ด้วย IQ เพียง 75 ทำให้ฟอเรสไม่เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆตัวนัก ฟอเรสเพียงแต่เข้าใจในทุกๆสิ่งที่เขาต้องการจะรู้ ทุกๆสิ่งที่มีความสำคัญต่อหัวใจ ดังนั้นคนที่ทำให้เขาได้รับความอบอุ่นเป็นคนที่สองต่อจากแม่ คือ เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง

เมื่อฟอเรสได้ขึ้นรถประจำทางไปโรงเรียนเป็นครั้งแรก ไม่มีเด็กคนไหนยอมให้ฟอเรสนั่งด้วย เขาเดินช้าๆผ่านที่นั่งจากหน้ารถเมล์ไปเรื่อยๆ ทุกคนปฎิเสธที่จะให้เขานั่งคู่ ฟอเรสเดินไปจนเกือบสุดคันรถ จึงมีเสียงของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เสียงที่ไพเราะยิ่งกว่าเสียงของใครๆที่เขาเคยได้ยินมาในชีวิต "เธอนั่งตรงนี้ได้" ด้วยคำพูดสั้นๆเพียงประโยคเดียวทำให้เธอต่างไปจากคนทั้งโลก ในสายตาของฟอเรส และเธอได้ก้าวเข้ามาอยู่ในหัวใจของเขาเป็นครั้งแรก และอยู่อย่างนั้นไปจนตราบชั่วชีวิตของฟอเรส

ถ้าสมองเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ใช้ในการดำเนินชีวิต ฟอเรสกลับไม่ใช้มันมากนัก แต่ฟอเรสใช้หัวใจในการแยกแยะความแตกต่างของคน ดังนั้นคนที่สำคัญต่อฟอเรสจึงไม่เหมือนใคร นี่จึงเป็นสาเหตุที่ แม่และเจนนี่จึงต่างจากคนอื่นๆ ความรักทำให้แม่และเจนนี่อยู่เหนือกว่าคนทั้งหมด อย่าถามฟอเรสเลยว่าเขารักสองคนนี่แค่ไหน เขาตอบมันไม่ได้หรอก แต่การแสดงออกของเขาประกาศเจตนารมณ์ที่มั่นคงเหนือคำพูดใดๆที่เคยมีมาในโลก

เจนนี่เป็นสาวช่างฝัน นั่นเป็นสิ่งที่ฟอเรสให้เธอไม่ได้ ฟอเรสจึงไม่สามารถก้าวเข้าไปอยู่ในหัวใจของเจนนี่ แม้เธอจะมีความอบอุ่นและเอื้ออาทรให้กับฟอเรส แต่มันก็ไม่มากไปกว่านั้น เจนนี่นอนกับฟอเรสในคืนหนึ่ง แต่มันก็ไม่ได้สร้างความผูกพันมากพอที่จะทำให้เธอยอมอยู่กับฟอเรส เจนนี่จึงไปจากเขาในวันรุ่งขึ้น แม้จะเข้าใจความรู้สึกของฟอเรส ..แต่เธอให้เขาได้แค่นั้น

เจนนี่ฉลาดกว่าฟอเรสมาก แต่ชีวิตของเธอกลับผ่านประสบการณ์ที่เลวร้ายมากกว่า เธอถูกพ่อทารุณตั้งแต่เด็ก และดูเหมือนทุกช่วงเวลาที่ผ่านไปเธอยังถูกกดขี่อยู่อย่างไม่หยุดหย่อน เจนนี่เข้าไปพัวพันกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ชีวิตเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงและสับสน จนกระทั่งเธออยากจะหาความสงบสุขครั้งสุดท้ายของชีวิตด้วยตัวเอง

แม้จะร่ำรวยและดูเหมือนคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต แต่แท้จริงแล้ว ฟอเรส กัมพ์เป็นคนเหงา ภาพในโปสเตอร์ที่ฟอเรสนั่งอยู่อย่างโดดเดี่ยวแสดงถึงความเหงาอย่างชัดเจน เขาแตกต่างจากคนทั้งหมด จึงไม่มีใครก้าวเข้ามาอยู่ร่วมในโลกของเขาได้อย่างแท้จริง ชีวิตของเขามีความสุขอยู่กับการได้รักเจนนี่ เมื่อสิ้นเจนนี่ความสุขของเขาก็สิ้นสุด เขาอาจจะไม่มีความทุกข์ แต่ก็ไม่มีความสุขเช่นกัน แม้ฟอเรสจะมีลูก แต่ความรักที่มีให้ลูกก็ไม่เหมือนความรักที่เขามีให้เจนนี่ ภาพสุดท้ายที่แสดงความเหงา คือเมื่อฟอเรสส่งลูกไปโรงเรียน เขาบอกลูกว่า "I'll be right here" การเดินทางอันยาวไกลของฟอเรสได้หยุดลงแล้วตรงนี้

Forrest Gump ทำรายได้ในอเมริกา 329.7 ล้านเหรียญ และทำรายได้ทั่วโลก 679.7 ล้านเหรียญ

รางวัลออสการ์ 6 รางวัล

Forrest Gump ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ถึง 13 รางวัล ถือเป็นหนังที่เข้าชิงรางวัลออสการ์มากที่สุดรองจาก Titanic (1997) และ All About Eve (1950) โดยสองเรื่องดังกล่าวเข้าชิง 14 รางวัล

Forrest Gump สามารถคว้ารางวัลสำคัญมาได้ถึง 6 รางวัล

ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ปี 1994

บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม

นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม Tom Hanks

ผู้กำกับยอดเยี่ยม Robert Zemeckis

ตัดต่อภาพยอดเยี่ยม

เทคนิคพิเศษยอดเยี่ยม

อีก 7 รางวัลที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงแต่พลาดไปคือ

Gary Sinise เข้าชิงนักแสดงสมทบยอดเยี่ยม แพ้ Martin Landau จาก Ed Wood

เข้าชิงกำกับภาพยอดเยี่ยม แพ้ Legends of the Fall

เข้าชิงดนตรีประกอบยอดเยี่ยม แพ้ Speed

เข้าชิงเทคนิคพิเศษด้านเสียงยอดเยี่ยม แพ้ Speed

เข้าชิงเพลงประกอบยอดเยี่ยม แพ้ The Lion King

เข้าชิงแต่งหน้ายอดเยี่ยม แพ้ Ed Wood

เข้าชิงกำกับศิลป์ยอดเยี่ยม แพ้ The Madness of King George

รายชื่อหนังที่เข้าชิงออสการ์ 1995

Forrest Gump ชนะ , Four Weddings and a Funeral , Pulp Fiction , Quiz Show . Shawshank Redemption

รางวัลลูกโลกทองคำ Golden Globes

ภาพยนตร์ Drama ยอดเยี่ยม

ผู้กำกับยอดเยี่ยม Robert Zemeckis

นักแสดงนำขายยอดเยี่ยมประเภท Drama: Tom Hanks

รางวัล Directors Guild of America Awards

Outstanding Directorial Achievement: Robert Zemeckis

National Board of Review

ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม Tom Hanks

นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม Gary Sinise

Academy of Science Fiction, Fantasy & Horror Films, USA

Best Fantasy Film

Best Supporting Actor : Gary Sinise

American Cinema Editors

Best Edited Feature Film

British Academy Awards

Best Special Effects


edit @ 2007/03/18 21:50:15

edit @ 6 Oct 2009 17:22:15 by เซนบะ ไนท์

2007/Mar/18

อันดับ 1 : Steve Jobs

เด็กหนุ่มผู้ออกจากโรงเรียนกลางคัน ผู้ก่อตั้งบริษัท Apple ได้สร้างประวัติศาสตร์โฉมใหม่ให้วงการคอมพิวเตอร์ นับตั้งแต่ Apple II ประสบความสำเร็จ สตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs) ได้สร้างเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกๆที่ใช้ระบบ GUI และทำให้ผู้ใช้ตามบ้านสามารถสัมผัสได้ในราคาไม่แพงนัก



จ็อบส์ ถูกให้ออกจากบริษัทที่เค้าสร้างมากับมือตั้งแต่ 1985 แต่เค้าก็ได้สร้างบริษัท Next ซึ่งทำระบบโอเอส สุดล้ำ ที่ต่อมาเป็นพื้นของ OSX และบริษัทแอนิเมชันชื่อดังอย่าง Pixar

ขาดจ็อบส์เหมือนขาดใจ ผลประกอบการของ Apple ร่วงลงเรื่อยๆและเกือบที่จะไปไม่รอดอยู่แล้ว ในที่สุด Apple ก็ได้ซื้อบริษัทของ Job และขอร้องให้เขากลับมาทำหน้าที่เดิน คือ CEO ... นับแต่นั้น จ็อบส์ ได้ดึง Apple กลับมาอย่างสง่างามอีกครั้งด้วย iMac , OSX , iPod ฯลฯ

โลกกำลังรอดูต่อไปว่า ชายศิลปินผู้นี้จะมีอะไรใหม่ๆมาให้เราต้องร้อง "ว้าว!!" กันได้อีก




อันดับ 2 : Tim-Berners-Lee
ชื่อไม่คุ้นหู แต่เค้านี่แหล่ะคือผู้ให้กำเนิดอินเทอร์เน็ต สร้างแนวทางการใช้ TCP , DNS ,ภาษา HTML เป็นผู้สร้างเว็บเซิร์ฟเวอร์ HTTPD และยังเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งองค์กรอย่าง W3C อีกด้วย




อันดับ 3 : Bill Gates

ไม่มีใครไม่รู้จักชายคนนี้ ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ และมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก .. หลายคนไม่ชอบหน้า บิล เกตส์ (Bill Gates)มากนัก แต่หากมานึกถึงสิ่งที่เค้าสร้างให้กับวงการคอมพิวเตอร์(และบริษัทของเขาเอง)นั้น ก็ต้องขอบคุณเค้าไม่น้อย
นับตั้งแต่ระบบปฏิบัติการ MS-Dos ได้กำเนิดขึ้นมา และต่อมาได้พัฒนาขึ้นมาเป็น Windows และ Windows 95 ซึ่งเป็นโอเอสที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการใช้งานระบบ GUI
หลายคนค่อนขอดว่า ผลิตภัณฑ์หลายตัวของไมโครซอฟท์นั้น คือการลอกคู่แข่งมา และทำให้ดีขึ้น นับตั้งแต่ Ms Office - Foxpro, Windows - Mac OS, Internet Explorer - Netscape แต่สำหรับผู้ใช้แล้ว ไมโครซอฟท์เองได้สร้างสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการใช้งานคอมพิวเตอร์ ที่สามารถใช้ได้ตั้งแต่เด็ก ผู้ใหญ่ หรือแม้แต่คนพิการ
16 มิถุนายน 2549 ที่ผ่านมา บิล เกตส์ ประกาศปลีกตัวออกมาจากงานบริหารในไมโครซอฟท์ และขอใช้เวลาส่วนใหญ่กับงานเพื่อสังคมและการกุศล ทำให้โลกหันกลับมามองถึงความดีของผู้ชายคนนี้ในอีกมุมหนึ่ง ... คนรวยที่รู้จักคำว่าพอเพียง ก็ดีแบบนี้นี่เอง




อันดับ 4 : James Gosling
ผู้ให้กำเนิด ภาษาจาวา (Java) ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมตัวแรกๆที่มุ่งเน้นเขียนในเชิงวัตถุ (Object Oriented) และการใช้งานในเชิงของอินเทอร์เน็ต ... จาวากลายเป็นภาษาที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในปัจจุบัน ด้วยระบบที่เราสามารถเขียนโปรแกรมเพียงครั้งเดียวแต่สามารถทำงานได้ทุกที่ (write once run any where) และยังเป็นต้นแบบของภาษาในเชิงวัตถุอีกหลายตัวในโลก
เจมส์ ยังเป็นผู้สร้าง Emacs - text editor ใน Unix ที่เราคุ้นเคย และจากความสำเร็จในการสร้างจาวา รวมทั้ง Virtual Machine ทำให้เจมส์ถูกเลือกเข้าเป็นหนึ่งใน
US National Academy of Engineering อีกด้วย




อันดับ 5 : Linus Torvalds
ผู้ให้กำเนิดลินุกซ์ (Linux) พระเอกของโอเอสที่ไม่ใช่วินโดวส์ในปัจจุบัน .. ความสำเร็จของลินุกซ์ก่อให้เกิดกระแสของโอเพนซอร์ส และโลกได้รู้จักกับคำว่า ของฟรีที่ดีๆ มีอยู่จริง




อันดับ 6 : Richard Stallman
ผู้ก่อตั้งโครงการ GNU project ซึ่งสร้างซอฟต์แวร์ในระบบโอเพนซอร์ส มากมาย รวมทั้งยังเป็นผู้คิดค้น GNU License ซึ่งเป็นแม่แบบของระบบ license ของระบบโอเพนซอร์สในปัจจุบัน




อันดับ 7 : Arthur C Clarke
ผู้เขียนนวนิยายชื่อดัง "Space Odyssey" เป็นแรงบัลดาลใจให้กับเทคโนโลยีหลายๆตัวในปัจจุบัน




อันดับ 8 : Ted Codd
ผู้สร้างกฏพื้นฐานทั้ง 12 ข้อใน relational database




อันดับ 9 : Steve Shirley
หญิงเหล็กคนนึงของวงการ เธอก่อตั้งบริษัท Xansa และพยายามสร้างโอกาสให้กับผู้หญิงเข้ามามีบทบาทในวงการ IT มากขึ้น




อันดับ 10 : Martha Lance Fox
ผู้สร้างเว็บ Lastminute.com ในปี 1998 นู่น แต่สร้างกระแสของ e-commerce ในยุคแรกเริ่มให้คนทั่วไปได้รู้จักกันเป็นอย่างดี

แก้ไขเพิ่มเติม

1. OS X (X เป็นหมายเลขรุ่น) ไม่ใช่ OSX

2. Tim Berners-Lee
ไม่ได้สร้าง TCP และ DNS เพราะมันมีมาก่อนหน้านั้นนานแล้ว

4. Java ไม่ใช่ภาษาแรก ๆ ที่มุ่งเน้น OOP นะครับ หลักการของ OOP มีมาตั้งแต่ยุค 60s แล้ว Java มันพึ่งมีมาช่วงปี 90s นี่เอง

6. License มันไม่ต้องคิดค้นนะครับ

7. ชื่อเต็ม ๆ มันคือ 2001: A Space Odyssey


ที่เอามาโพส เพราะคิดว่า หลาย ๆ คนในที่นี้ น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครบางคนได้
ส่วนตัวของเซนบะเอง ชอบทั้งบิลเกต และ สตีฟ จ๊อบ จิง ๆ แล้วหลาย ๆ คนมีอะไรที่คล้าย ๆ กัน
เพราะทั้งบิลและจ๊อบต่างก้อเรียนไม่จบมหาลัย แต่สุดท้ายแล้วก้อมีคนเอาใบปริญญามาให้เขา

ผมชอบบิลที่เป็นคนขยัน และไฝ่รู้ตลอดเวลา บิลเกิดในตระกูลที่เรียกว่า เศรษฐี เลย
ประวัติ บิล เกต http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%A5_%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B9%8C

ส่วนจ๊อบต่างจากบิลตรงที่เกิดมาใช้ชีวิตอยู่กับพ่อแม่บุญธรรมซึ่งเป็นชนชั้นกรรมาชีพ
ประวัติ สตีฟ จ๊อบ http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B8%9F_%E0%B8%88%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B9%8C

"จงหิวโหย จงโง่เขลาอยู่เสมอ"


edit @ 2007/03/18 02:23:04

2007/Mar/17

ประวัติ

จอห์น เลนนอน(1940-1980)เด็กหนุ่มลิเวอร์พูลวัยสิบเจ็ดปี ได้รับแรงบันดาลใจจากดนตรีคิฟเฟิลและร็อคแอนด์โรลของเอลวิส เพรสลี่ย์ เขากับเพื่อนๆตั้งวงดนตรีชื่อ Quarry men ขึ้นเมื่อต้นปี 1957 จอห์นได้พบกับ พอลแมคคาร์ทนีย์(1942-) เด็กลิเวอร์พูลอีกคนที่มาดูการแสดงของเขา ภายหลังจอห์นชวนพอลเข้าร่วมวง ปลายปีเดียวกันนั้น จอร์จ แฮริสัน (1943-2001) เพื่อนร่วมโรงเรียนของพอลก็เข้าร่วมวงอีกคนในฐานะมือลีดกีต้าร์ ปี 1958 เปลี่ยนชื่อวงเป็น johnny and the Moondog ต้นปี 1960 เพื่อนร่วมโรงเรียนของเลนนอน-สจ้วต ซัทคลิฟฟ์ เข้าร่วมวงในตำแหน่งเบส ทั้งๆที่ยังเล่นไม่เป็นสักโน้ตเดียว ตอนนี้ใช้ชื่อวงว่า Silver Beetles ทอมมี่มัวร์ เป็นมือกลองที่ร่วมงานกับพวกเขาบ่อยที่สุดในช่วงนั้น ก่อนที่ พีทเบสต์จะเข้ามารับตำแหน่งในเดือนสิงหาคม 1960 ถึงตอนี้วงได้ตัดคำว่า Silver ออก ทิ้งไปและเปลี่ยนจาก Beetles เป็น Beatles วงต้อนรับการเข้ามาของพีท ด้วยการไปเปิดการแสดงที่แฮมเบิร์กเป็นครั้งแรก(ในทั้งหมด4ครั้ง)จนกระทั่งเดือนธันวาคม แฮริสันก็ถูกตำรวจเยอรมันส่งกลับบ้านเพราะอายุไม่ถึง หนุ่มน้อยจากลิเวอร์พูลค่อยๆทยอยกลับอังกฤษกันมาทีละคนและในเดือนกุมภาพันธ์ 1960 พวกเขาก็เริ่มเล่นที่ Cavern club ถนนเมทธิว ลิเวอร์พูล คลับที่สร้างตำนานให้พวกเข้า( Beatles แสดงที่นี่รวมทั้งหมดเกือบ 300 รอบ) เมษายน 61 พวกเขาย้อนไปแฮมเบิร์กอีกครั้ง ในทริปนี้ สตู(สมาชิกคนแรกของวงที่ตัดผมทรงเต่าทอง) ตัดสินใจลาออกมาเป็นจิตรกรเต็มตัว พอลต้องเปลี่ยนจากริธึ่มกีต้าร์มาเล่นเบสแทน จากห้ามาเป็นสี่เต่าทอง บีเทิลส์กลับมาลิเวอร์พูลในเดือนกรกฎาคม อีกไม่ถึงปีหลังจากนั้นสตูเสียชีวิตจากภาวะเลือดออกในสมอง สี่เต่าทองเล่นต่อหน้าผู้ชมแน่นขนัดในคาเวิร์นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งวันที่ 9 พ.ย. 1961 ไบรอัน เอ็บสไตน์(1934-1967) เดินเข้ามาดูตัวพวกเขาเล่นในวันนั้น เขาเป็นเจ้าของร้านแผ่นเสียง และสาเหตุที่ทำให้เขาต้องมาดู Beatles เล่นก็เพราะลูกค้าเข้ามาถามหาแผ่นเสียง 'Bonnie' (ที่สี่เต่าทองบันทึกเสียงในเยอรมันไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ โดยแบ็คอัพให้ โทนี่เชอริแดน) สองเดือนต่อมา ไบรอัน กลายมาเป็นผู้จัดการให้ Beatles เขาจัดการแต่งองค์ทรงเครื่องใหม่ให้พวกหนุ่มๆดูสะอาดสะอ้านในสูทปิแอร์การ์แดงและทรงผมเต่าทองอันเป็นเอกลักษณ์ ไบรอันพยายามติดต่อแผ่นเสียงแทบจะทั่วยุโรปเพื่อให้เซ็นสัญญากับ Beatles แต่ทุกแห่งปฏิเสธ รวมทั้ง Decca ตอนต้นปี 1962 จนในที่สุด George Martin (1926)แห่ง Parlophone สังกัดย่อยของอีเอ็มไอ ก็อ้าแขนรับพวกเด็กๆเข้าสู่สังกัด พีทเบสต์ สุดหล่อเซ็กซ์ซิมโบลประจำวงถูกเชิญออกในเดือนสิงหาคม 1962 ด้วยข้อหาฝีมือไม่ถึงขั้น ริงโก้สตาร์(1940-)จากวงดังของลิเวอร์พูลอีกคนในวง Rory Stom and the Hurricanes ซึ่งรู้จักพวก Beatles ตั้งแต่สมัยแฮมเบิร์ก ถูกเรียกตัวเข้ามาแทนอย่างรวดเร็ว และเข้าร่วมบันทึกเสียงอย่างเป็นทางการกับจอห์น พอล จอร์จ ในอีเอ็มไอทันท่วงที 11 กันยายน 1962 พวกเขาตัดซิงเกิ้ลแรก Love Me Do/P.S. I Love You จากการประพันธ์ของจอห์นและพอล เข้าอันดับ top 20 ได้ในเดือนตุลาคม ต้นปี 1963 พวกเขาส่งซิงเกิ้ลที่สอง Please Please Me/Ask Me Why ไปได้สวยถึงอันดับสอง มาร์ตินต้องรีบเรียก >แม้ว่าเดอะ บีเทิลส์จะดังระเบิดอย่างไรในอังกฤษ แต่สถานการณ์ในอเมริกาที่เป็นตลาดใหญ่ที่สุดที่ใครๆก็ต้องการพิชิตนั้นกลับไม่ใช่เรื่องง่าย Capitol ซึ่งเป็นตราแผ่นเสียงของอีเอ็มไอในอเมริกาปฏิเสธการออกแผ่นของสี่เต่าทองในอเมริกามาตลอดในปี 1963 แต่ในที่สุด มกราคม 1964 Capitol ก็ตัดสินใจออกซิงเกิ้ล i want to hold your hand และลองเพลย์ meet the beatles ในอเมริกา ทั้งสองแผ่นพุ่งขึ้นสู่อันดับ 1 ก่อนที่สี่เต่าทองจะเดินลงจากเครื่องบินมาเหยียบอเมริกาครั้งแรกในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 1964 ที่ JFK Airport ใน New York แฟนเพลงนับพันมารอต้อนรับอาคันตุกะจากเมืองผู้ดีและในวันที่ 9 และ 16 พวกเขาออกรายการ Ed Sulivan Show คาดว่ามีผู้ชมทั่วประเทศมากกว่า 70 ล้านคน และในเดือนเดียวกันนั้นพวกเขาก็สร้างประวัติศาสตร์ที่ยากเหลือเกินที่ใครจะทำได้อีก ด้วยการยึดอันดับ 1-5 ในชาร์ทบิลบอร์ดแต่เพียงผู้เดียว พวกเขายึดครองอเมริกาได้อย่างแท้จริง ก้าวต่อไปก็คือ การแสดงภาพยนตร์ เรื่องแรกของเขาก็คือ A Hard Day's Night กำกับโดยริชาร์ด เลสเตอร์ ออกฉายในอเมริกากันอย่างเต็มรูปแบบครั้งแรกในเดือนสิงหาคม 1964 พวกเขาเล่นกันถึง 32โชว์ ใรเวลาแค่เพียง 34 วัน สี่เต่าทองจบปี 1964 ด้วยความสำเร็จในแทบจะทุกมิติที่วงดนตรีพึงมี ยอดขายแผ่นเสียงมหาศาล การแสดงที่แน่นขนัด ภาพยนต์มีระดับที่เอาใจแฟนๆไปในตัว จะมีสิ่งที่ขาดไปก็คงเป็นการยอมรับในคุณค่าอันแท้จริงของดนตรีพวกเขา ว่าไม่ใช่แค่บับเบิ้ลกัม เคี้ยวหมดความหวานแล้วก็คายทิ้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่บีเทิลส์จะต้องพิสูจน์ในปี 1965 ต่อไป

John Lennon:
Birth Date: October 9, 1940
Died: December 8, 1980
Birthplace: Liverpool, England
Hair: Brown
Eyes: Brown
Height: 5 11
Main musical instruments: Rhythm guitar,
harmonica, keyboards


Paul McCartney:


Birth Date: June 18, 1942
Birthplace: Liverpool, England
Hair: Brown
Eyes: Hazel
Height: 5 11
Main musical instruments: Bass guitar, keyboards

George Harrison:


Birth Date: February 25, 1943
Died: November 29, 2001
Birthplace: Liverpool, England
Hair: Brown
Eyes: Dark Brown
Height: 5 11
Main musical instruments: Lead guitar


Ringo Starr:


Birth Date: July 7, 1940 (Born Richard Starkey)
Birthplace: Liverpool, England
Hair: Dark Brown
Eyes: Blue
Height: 5 8
Main musical instruments: Drums, percussion



edit @ 2007/03/18 02:30:24
edit @ 2007/03/18 03:04:21